แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ CCTV แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ CCTV แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

การตั้งค่า ActiveX Internet Explorer เพื่อดูภาพกล้องวงจรปิดผ่านอินเตอร์เน็ต หรือผ่านเครือข่าย


Internet  Explorer  (ควรเป็นเวอร์ชั่ว 7 ขึ้นไปนะครับ) 
  1. ตั้งค่า ActiveX  ของโปรแกรม Internet Explorer  เพื่อให้สามารถเปิดดูการแสดงผลของกล้องได้
  2. คลิกที่ เมนู Tools  > เลือก  Internet Options
     
  3. จะปรากฏหน้าต่างดังล่าง  คลิกไปที่แทบ Security  >  เลือกไปที่ปุ่ม Custom level….
     
  4.  ขึ้นหน้าต่าง  Security  Setting  ให้เลื่อนลงไปที่ ActiveX  Controls   แล้วเลือกตามภาพด้านล่างครับ
  5. เมื่อเลือกรายครบแล้ว  ให้คลิกที่ปุ่ม  OK  จะขึ้นหน้าต่างยืนยัน  ให้คลิก Yes   และคลิก OK อีกครั้ง




กล้องอินฟาเรด CCTV

  กล้องอินฟาเรด
   
     กล้องวงจรปิดแบบอินฟาเรด Infrared Camera คุณสมบัติที่เด่นชัดที่สุดใน
การเป็นกล้องอิฟาเรดก็คือ การที่สามารถจับภาพในที่มืดได้ คิดว่าหลายๆ
คนก็คงจะรู้ในจุดนี้กันมาแล้วไม่มากก็น้อย
 แล้วอะไรบ้างหละที่เป็นปัจจัยที่ทำให้
ตัวกล้องวงจรปิดแบบอินฟาเรดสามารถมองเห็นในที่มืดๆ หรือที่มีแสงน้อยๆ ได้
จะมีอยู่ 2 อย่างทีเป็นตัวเปรียบเทียบว่าสามารถมองเห็นในที่มืดได้ในระดับไหน
นั่นก็คือ ค่า Lux ของ( illuminance หรือ illumination ) ของแสง
     ส่วนอีกอันจะเป็นเรื่องของ LED  คือจำนวนของมันมากน้อยแค่ใหน
ยิ่งมากก็สามารถทำให้ระยะทางดูภาพได้ไกลขึ้น
ปกติแล้วกล้องอินฟาเรดจะมีค่า Lux เท่ากับ 0 ครับแต่มันก็จะมีระยะของมัน
ในกล้องวงจรปิดแต่ละตัวว่าสามารถมองเห็นไปได้ไกลแค่ไหน คือสำคัญที่ว่าค่า
Lux ยิ่งน้อยยิ่งมองเห็นได้เป็นขาวดำครับในที่ยิ่งมืดๆ
     นั่นก็คือจำนวน LEDs ยิ่งมีจำนวนมากก็จะยิ่งดี มันเป็นตัวเสริมในหลายๆ
อย่างของความสามารถที่มองเห็นในที่ ที่มีแสงน้อยๆ ได้




ความเหมาะสมในการใช้งาน
     ลักษณะเด่นกล้องชนิดอินฟาเรด คือ เป็นกล้องที่มีเม็ด LED ในตัวทำหน้าที่เปล่งแสง
นำทางเพื่อเพิ่มแสงในระยะทางมองของกล้อง โดยแสงอินฟาเรดจะพุ่งไปในระยะที่ถูก
กำหนดจากนั้นแสงจะตกกระทบวัตถุแล้วเกิดการสะท้อนกลับมายังหน้ากล้อง เนื่องจากเม็ด
LED เป็นสีแดงผลภาพที่ได้จึงเป็นสีขาวดำ แต่ในสภาวะที่แสงเพียงพอกล้องจะมีภาพออก
เป็นสีธรรมชาติปรกติ จึงเป็นเหตุให้กล้องชนิดนี้สามารถมองได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน
ในสถานที่มืดสนิทได้ สามารถติดตั้งได้ทั้งภายนอกและภายในอาคาร โดยไม่จำเป็นต้อง
ใส่ชุดป้องน้ำ ฝุ่นเพิ่มเติม ชุดอินฟาเรดสามารถมองได้ตั้งแต่ระยะ 10,15,20,25,30,35,40,50 เมตร
มีให้เลือกใช้ทั้งระบบแสงกระจาย และแสงยิงไกล หากติดตั้งนอกอาคาร มีรุ่นที่มีพัดลมภายในเพื่อ
การระบายความร้อนได้ มีรุ่นที่สามารถปรับเลนท์ได้ ความละเอียดภาพสูงๆ
และใช้ระบบไฟฟ้าแบบ 12V กระแสตรง หรือ เป็นแบบไฟ 220V กระแสสลับ ก็มี

     การติดตั้งควรติดตั้งลักษณะที่เหมาะสำหรับ ในจุดที่ทึบแสง ไม่มีแสง หรือแสงเข้าไม่ถึง
หรือมุมภาพที่แสงน้อยในบางเวลา ทั้งภายนอกหรือภายในก็ได้  อาทิเช่น สนาม แนวถนน แนวกำแพง
ภายในโรงงาน โรงรถ ลานจอดรถ ประตูเข้า ออกโรงงาน ตามชั้นหอพัก อพาร์ทเม้นท์ คอนโด
หรือบ้านเรือน ที่พักอาศัย บริษัท ห้างร้านที่ต้องการมองในที่มืดสนิทเพื่อการตรวจสอบหรือจับภาพ ฯลฯ

หมายเหตุ  ไม่ควรนำกล้องชนิดนี้ติดตั้งเพื่อการตรวจสอบทะเบียนรถ ผลจากการสะท้อนภาพจะทำ
ให้ภาพสว่างจ้าจนมองไม่เห็น เลขทะเบียนเลย


กล้องวงจรปิด CCTV Infrared

     - กล้องวงจรปิด CCTV Infrared เป็นกล้องวงจรปิดที่ใช้แสงจากหลอด IR ส่องกระทบวัตถุ
จะทำงานเมื่อแสงน้อยในระดับหนึ่ง โดยจะมี censor ที่ด้านหน้าของกล้องแล้วจะส่งสัญญาณให้
หลอด IR ทำงาน และเมื่อแสงน้อยภาพจะเปลี่ยนเป็นขาว-ดำ 
     - ข้อดี สามารถมองเห็นในที่มืดสนิทได้เลย เพราะจะใช้แสง IR ส่องไปที่วัตถุ
                 การเลือกใช้งาน
    
 การเลือกใช้งานควรเลือกตามความเหมาะสมกับสถานที่ติดตั้งเช่น ถ้าสถานที่ติดตั้งไม่มี
แสงสว่างเลยหรือมืดสนิท และระยะไม่ไกลมากแนะนำ
ให้ใช้กล้อง Infrared ส่วนสถานที่
ติดตั้งที่มีแสงสว่างบ้างต้องการคุณภาพของภาพสูงและมีงบประมาณก็ควรใช้กล้อง
ที่เป็น Day & Night


     - Day/Night VS. Infrared  
กล้องวงจรปิด CCTV Day & Night คือ กล้องวงจรปิด CCTV ที่สามารถใช้งานได้ทั้งกลางวัน
และกลางคืน แต่ต้องการแสงเล็กน้อยเพื่อให้กล้องวงจรปิด CCTV สามารถจับภาพได้
และเมื่อกล้องวงจรปิด CCTV ได้รับแสงน้อยมากๆ ก็จะเปลี่ยนภาพ เป็นโหมด ขาว-ดำ ข้อดีคือ
กล้องวงจรปิด CCTV Day & night ไม่ได้จำกัดเรื่องของระยะทางที่ตัวกล้องเพิ่มมากขึ้น
ข้อเสียคือ ใช้ในที่มืดสนิทไม่ได้ ต้องการแสงเพียงเล็กน้อยเพื่อให้กล้องสามารถทำงาน

     กล้องวงจรปิด CCTV ที่ไม่มี Day&Night     กล้องวงจรปิด CCTV ที่มี Day&Night

กล้องวงจรปิดกับมาตรฐาน IP

     - IP - Ingress Protection Ratings คือมาตรฐานที่ใช้วัดความสามารถในการปกป้อง
สิ่งที่อยู่ภายในของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกทั้งหลาย ใน กรณีของกล้องวงจรปิดมันคือสิ่งที่บ่งบอก
ถึงความสามารถของตัวถังของกล้องใน การป้องกันวงจรภายในจากสิ่งแวดล้อมภายนอก
ซึ่งแปลความได้ว่าเป็นความทนทานในการใช้งานของกล้องนั่นเอง
     - มาตรฐาน นี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย European Committee for Electro Technical
Standardization (CENELEC) (NEMA IEC 60529 Degrees of Protection Provided
by Enclosures - IP Code), ซึ่งการจัดอันดับของการป้องกันจะแสดงด้วยตัวเลข 2 หลักซึ่งหลัก
แรกจะแแสดงความสามารถในการป้องกันของแข็ง และหลักที่สองจะเป็นความสามารถใน
การป้องกันของเหลว รูปแบบการแสดงมาตรฐานจะเป็น IPXX ซึ่ง XX คือตัวเลขดังกล่าว
เช่น IP45 IP66 เป็นต้น
     - ความหมายของตัวเลขหลักแรก
0 = ไม่ป้องกันอะไรเลย
1 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดไม่เกิน 50 มิลลิเมตร เช่น การเผลอไปจับตัวกล้องด้วยมือ
2 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีขนาดไม่เกิน 12 มิลลิเมตร เช่น เผลอแตะด้วยนิ้ว
3 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีตั้งแต่ 2.5 มิลลิเมตรขึ้นไป  เช่น เครื่องมือ สายไฟ
4 = สามารถป้องกันของแข็งที่มีตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรขึ้นไป เช่น เครื่องมือ สายไฟ และสายไฟขนาดเล็ก
5 = สามารถป้องกันฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง
6 = สามารถป้องกันฝุ่นได้
     - ความหมายของตัวเลขหลักที่สอง
0 = ไม่ป้องกันอะไรเลย
1 = สามารถป้องกันน้ำหยดใส่ได้ เช่น หยดน้ำที่เกิดจากความชื้น
2 = สามารถป้องกันละอองน้ำที่เข้ามาในมุมไม่เกิน 15 องศาจากแนวตั้ง
3 = สามารถป้องกันละอองน้ำที่เข้ามาในมุมไม่เกิน  60 องศาจากแนวตั้ง
4 = สามารถป้องกันละอองน้ำได้จากทุกทิศทาง
5 = สามารถป้องกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง
6 = สามารถเปียกน้ำได้แต่ไม่นาน เช่น โดนฝน
7 = สามารถจุ่มน้ำได้ที่ความลึกตั้งแต่ 15 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร
8 = สามารถใช้งานใต้น้ำได้
     - ดังนั้นกล้องวงจรปิดตามมาตรฐาน IP 68 คือ กันฝุ่นได้ ใช้งานไต้น้ำได้นั่นเอง

TVL หรือ TV LINE คืออะไร กล้องวงจรปิด CCTV


TV Line คือ ค่าจำนวนเส้นที่กล้องสามารถแสดงภาพได้ ซึ่งมีผลต่อความความคมชัดของตัวกล้องวงจรปิด ยิ่งมีค่ายิ่งมากภาพก็จะยิ่งชัดขึ้นละเอียดขึ้น เช่น กล้องวงจรปิด ความคมชัด 520 เส้น จะให้ภาพที่ชัดกว่า กล้องวงจรปิด ที่มีความคมชัด 420 เส้น เป็นต้น กล้องวงจรปิดที่มีความคมชัดสูง ๆ ราคาก็จะสูงตามไปด้วย

        ความละเอียดของภาพ (แนวนอน)   หากยิ่งมีจำนวนเส้น ทีวีไลน์ สูง  ภาพที่ได้ก็จะคมชัดยิ่งขึ้นตามไปด้วย
โดยปัจจุบันจะเริ่มต้นจาก
330 TVL   ต่ำสุด   350 TVL
380 TVL              400 TVL
420 TVL              450 TVL
480 TVL              500 TVL
520 TVL              530 TVL
540 TVL              550 TVL
560 TVL              580 TVL
600 TVL              620 TVL

ความละเอียดเมื่อเทียบเป็นพิคเซล
420 TVL(TV LINE ) = 270,000  พิคเซล
480 TVL = 380,000  พิคเซล
520 TVL = 430,000  พิคเซล
550 TVL = 480,000  พิคเซล


การทดสอบและวัดค่า TVLine ทำยังไง จะทราบได้อย่างไรว่าค่า TVLine ที่บอกไว้เป็นความจริงการเลือกซื้อกล้องวงจรปิดที่เป็นอะนาล็อกสิ่งแรกที่ ต้องคำนึงถึงคือเรื่องคมชัดของกล้อง ต้องดูที่ค่าของ TVLine ดูง่ายๆ ก็คือค่า TVLine หรือ เส้นสแกน ค่ายิ่งมากบอกถึงว่ากล้องตัวนั้นมีความคมชัดสูงนั่นเอง จะต่างจากกล้องที่เป็นระบบดิจิตอล(Network Camera/IP Camera) ที่ค่าจะบอกเป็นพิกเซล หรือ VGA ซึ่งจะขอกล่าวถึงในห้วข้อต่อไปจะทราบได้อย่างไรว่าค่าที่บอกมาเป็นความ จริง แล้วค่าจริงๆ คือเท่าไหร่ สิ่งแรกที่ต้องเตรียมคือ Test TVLine Chart จะเป็นกระดาษหรือ พลาสติกก็ได้ แต่ต้องเป็นผิวด้านเพื่อลดการสะท้อนแสง นำกล้องที่จะทำการวัดค่า TVLine มาจับภาพที่ Test TVLine Chart ปรับเลนส์ในตำแหน่งที่ชัดที่สุด





   สังเกตภาพขณะที่แสดงบนจอแสดงผลหาตำแหน่งที่มีค่าสูงที่สุด(ค่า TVLine)ที่สามารถแยกเส้นออกจากกันได้ ส่วนที่ไม่สามารถแยกเส้นออกจากกันได้นั่นหมายความว่ากล้องไม่สามารถจับภาพ ที่ความละเอียดมากกว่านั้นได้ นั่นเองการวัด จะต้องใช้จอที่มีความละเอียดในการแสดงผลสูงด้วยเช่น วัด TVLine ที่ 500 TVLine จะต้องใช้จอที่มีความละเอียดในการแสดงผลสูงกว่า 500 TVLine ซึ่งจอแสดงผลทั่วไปไม่สามารถแสดงผลได้ 





ค่า TVL ของกล้องวงจรปิด คืออะไร

Posted on May 30, 2012 by admin — No Comments ↓
TV Line หรือ TVL คือความละเอียดของการแสดงภาพทางแนวนอน  ยิ่งมากก็ยิ่งดี คือภาพจะมีความละเอียดขึ้น
ปัจจุบันในท้องตลาดที่ขายกัน ตำสุดก็อยู่ที่ 400 TVL  และมากสุดก็ 600-750 TVL (สำหรับระบบ Analog)
ความละเอียด (resolution) เป็นสิ่งที่บอกคุณภาพและความชัดของภาพซึ่งเราวัดกันเป็น”เส้น(line)” ยิ่งเส้นมากเท่าไร ความละเอียดยิ่งมากเท่านั้น และความละเอียดของภาพยังขึ้นอยู่กับจำนวนพิกเซล(pixel) ของตัวรับภาพ (CCD )  ถ้าผู้ผลิตสามารถยัดเยียดจำนวนพิกเซลในตัวรับภาพได้มากเท่าไร กล้องนั้นๆก็จะมีความละเอียดมากขึ้นเท่านั้น
ในตารางคุณสมบัติของกล้องโดยมากจะบอกความละเอียดอยู่สองแบบ คือตามแนวตั้ง (vertical) และแนวนอน(horizontal )

ความละเอียดตามแนวตั้ง (vertical)
ความละเอียดตามแนวตั้งหมายถึงจำนวนเส้นตามแนวนอน ตามมาตรฐานระบบ PAL จำนวนเส้นจะเป็น 625 เส้น และถ้าเป็นระบบ NTSC จำนวนเส้นจะเป็น 525 เส้น ดังนั้นถ้าคิดตามอัตราส่วนที่ว่าความละเอียดสูงสุดแนวตั้งเป็น .7 เท่าของอัตราส่วนแนวนอน ดังนั้นความละเอียดสูงสุดแนวตั้งของทั้ง 2 มาตรฐานจะเป็น
PAL 625 X .75 = 470 เส้น
NTSC 525 X .7 = 393 เส้น

ความละเอียดตามแนวนอน (horizontal )

ความละเอียดตามแนวนอนเท่ากับจำนวนของความละเอียดตามแนวตั้ง  ในทางทฤษฎีความละเอียดตามแนวนอนสามารถเพิ่มได้ไม่จำกัดแต่ติดอยู่ที่ข้อ จำกัด 2 อย่างคือ เทคโนโลยีในการเพิ่มจำนวนพิกเซลบนตัวรับภาพ (CCD ) ยังไม่ดีพอ เพราะยิ่งเพิ่มจำนวนพิกเซล ขนาดของพิกเซลก็ยิ่งลดลงซึ่งกระทบกับความสามารถด้านความไวแสง ดังนั้นจึงต้องชั้งน้ำหนักเอาระหว่างความละเอียดกับความไวแสง
ถ้าคุณสมบัติแสดงความละเอียดเพียงค่าเดียว มันมักจะเป็นความละเอียดตามแนวนอน(horizontal )
วิธีการวัดความละเอียด
วิธีการวัดความละเอียดมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี
1. การใช้ชาร์ตวัดความละเอียด (resolution chart)
โดยการโฟกัสกล้องไปที่ชาร์ตดังกล่าวแล้วนับเส้นแนวนอนกับแนวตั้งที่ปรากฏในตัวรับภาพ (monitor)
2. วิธีวัดแบนด์วิทธ์
เป็นการวัดความละเอียดโดยใช้เครื่องมือวัดแบนด์วิทธ์แล้วเอามาคูณด้วย 80 จะได้ความละเอียดของกล้อง เช่น วัดแบนด์วิทธ์ได้ 5Mhz ความละเอียดที่ได้คือ 5 * 80 = 400 เส้น















 
ภาพตัวอย่าง ความละเอียด 400TVL (บน)ความละเอียด 500TVL (ล่าง)

มาอัฟเกรด เครื่องถอดรหัสเสียง Cambridge DacMagic 100 upgrades

โมดิไฟล์ Cambridge DacMagic 100   โดยการเปลี่ยนตัวเก็บประจุ เป็นชนิด capacitor audio grade   เปลี่ย capacitor ตำแหน่ง output ค่า 100uf 25v จ...